Love Me Love My Dog
posted on 16 Nov 2011 22:08 by lasttun--xxx in shortstoryแถบสีเขียวในจอตู้กระจกแก้วถูกเพิ่มขึ้นด้วยปุ่มบนแท่งสีดำในมือของผม คำเปล่งเสียงของนักข่าวสาวหน้าใหม่ในกรอบใสดังกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆตามแถบสีใต้คางของเธอ ผมกดลดแถบลงมานิดหน่อยเพื่อให้พอดีกับปริมาณความต้องการการรับเสียงของรูโสตประสาทของผม
พลางส่งมือซ้ายสู่ปากถุงขนม และยกย้ายพามันเข้าไปในช่องปากและบดเคี้ยวลิ้มรสอย่างสบายอารมณ์ ผมปรับหมอนที่นอนทับไว้ด้านหลังขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะค่อยละเมียดกลับมาสนใจข่าวสารที่เปิดดูอยู่อีกทีหนึ่ง
ภาพของสุนัขน้อยใหญ่ไร้ชาติพันธุ์ต่างแดนปรากฏขึ้นในกรงหลังมอเตอร์ไซต์ที่ชาวบ้านขับอยู่ อาจดูเป็นเรื่องธรรมดาถ้าเป็นการขนย้ายแบบเคยเห็นกันได้ทั่วๆไป แต่ภาพในจอครั้งนี้สมควรเรียกว่าการยัดมากกว่าขน สุนัขเป็นสิบๆตัวถูกยัดขังและขนในกรงขนาดสัตว์สี่ขาอยู่ได้ไม่เกินสี่ตัว
คุณพระคุณเจ้า! ขนมในปากผมร่วงลงพื้นพอดี
จากที่ฟังผู้บรรยายข่าวเล่ามาแบบคร่าวๆเพราะมัวแต่เก็บขนมจากพื้นขึ้นมา(ทิ้งในถังขยะ)เหมือนว่าจะเป็นธุรกิจการค้าขนส่งสุนัขจากบ้านเราไปขายส่งให้กับประเทศเพื่อนบ้านที่มีความต้องการบริโภคสูง โดยจะรับซื้อสุนัขจากชาวบ้านในละแวกนั้น บ้างก็อาจจะแลกเป็นกะละมังถังต่างๆ(กะละมังสีดำด้วยดูจากภาพประกอบในโทรทัศน์)
เหมือนเรื่องจะจบด้วยความหดหู่ของความตายของน้องหมา ณ ประเทศเพื่อบ้าน แต่ดูเหมือนว่าจะมีกระแสต่อต้านจากคนรักสุนัขของฝั่งไทยไม่น้อยที่ออกมาต่อต้านจนถึงกับทำการบริจาคกันเป็นหลายๆสิบล้านเพื่อช่วยเหลือสุนัขเหล่านี้ให้พ้นจากเงื้อมมือเงื้อมปากของคนชอบกินสัตว์ขอมือได้เหล่านั้น
“อ้าวแม่แต่งตัวจะไปไหนล่ะนั้น”
เสียงคำถามตัดโฉ๊ะก้อนความคิดที่ผุดอยู่ในหัวผมออกไปช่วงแว๊บหนึ่ง
“จะไปงานบุญที่บ้านป้าแดงน่ะสิ มีคนเค้าบอกมาว่าแกจะเลี้ยงบุญ แต่ก็ไม่รู้ว่าเลี้ยงเรื่องอะไรเหมือนกัน”
“ป้าแดงหน้าบ้านที่รักหมาเหมือนลูกน่ะเหรอ”
แม่ขยับหน้าส่งภาษากายบอกกลับมาว่า “ใช่แล้ว” พร้อมเหยาะโปะแป้งบางๆเข้าที่ใบหน้าสองสามที
ผมพยักหน้าสองสามทีเหมือนว่ารับรู้เข้าใจแล้ว ก่อนที่จะหันกลับมาสนใจเสียงของข่าวที่กำลังใกล้จะจบ
“ไปด้วยกันไหมล่ะ”
ผมนั่งคิดเสียงครู่หนึ่ง นึกถึงหน้าป้าแดง และลุงเต้ยแฟนแกแต่ไม่รู้ว่าทำไมพอนึกถึงพวกแกสองคนทีไรต้องนึกถึงไอแรมโบ้กับไอเหี่ยวเสียทุกที อธิบายให้รู้เรื่องก่อนว่าชื่อนามที่เอ่ยขึ้นมานี้คือชื่อของสุนัขสุดรักสุดหวงของป้าแดงแก
แรมโบ้สุนัขลายจุดตัวใหญ่หน้าง่วงอดีตก่อนเก่าเคยเป็นของเจ้าอาวาสวัดคนก่อนซึ่งหลังจากที่ท่านได้มรณภาพไปมันก็เลยถูกปล่อยไว้ไม่มีคนดูแล ป้าแดงจึงสงสารและเก็บมันมาเลี้ยงไว้
ส่วนไอเหี่ยวผมไม่แน่ใจว่ามันมีต้นกำเนิดอย่างไร กับสุนัขไร้ขนสภาพเหมือนหมูแถมตัวเตี้ยติดดินและเล็บยาวจนแปลกประหลาด แต่หลังจากที่ลองถามแม่มาดูเหมือนว่ามันจะเป็นลูกหลานฝั่งไหนก็ไม่รู้ของไอแรมโบ้
ซึ่งทั้งสองตัวนั้นนั้นแกรักพวกมันเหมือนลูกเลยทีเดียว มีข่าวถึงกับว่าแกลงทุนถึงกับเปิดบัญชีไว้ให้กับมันสองตัวแถมคอยเก็บหอมรอมริบเจียดเงินฝากเอาไว้ให้เผื่อถึงเวลาที่แกตายจากไป จะได้มีเงินเก็บเหลือไว้ให้พวกมันไว้เลี้ยงดูรักษาตัวเอง ผมยังจำเหตุการณ์ของไอเหี่ยวได้เป็นอย่างดี ซึ่งครั้งนั้นเด็กข้างบ้านได้ซื้อรถสามล้อมาใหม่และดูเหมือนว่ามันเห่าแสดงความอยากได้ตลอดเวลาที่เด็กคนนั้นปั่นผ่านหน้าบ้าน
ป้าแดงแกจึงตัดสินใจซื้อรถสามล้อเด็กเป็นของขวัญให้มันซึ่งเจ้าตัวก็เห่าตอบกลับมาสองสามทีไม่รู้ว่าดีใจหรือเสียใจ แต่แค่เห่าตอบกลับมาได้ก็ประหลาดแล้ว ซึ่งที่ได้ยินต่อมาอีกก็คือเมื่อถึงวันที่เด็กคนนั้นปั่นผ่านมาที่บ้านอีกทีไร ไอเหี่ยวศรีก็จะอวดงับบีบแตรรถสามล้อของตัวเองอยู่เสมอๆ
นั่งคิดเสียงอยู่นาน ผมก็ตกลงปลงว่าจะไปเสียหน่อยอย่างน้อยก็ดีกว่าอยู่นั่งเล่นที่บ้านเปล่าๆแบบนี้
“ไปๆชัยกำลังหิวอยู่พอดีเลย”
“จะไปชุดนั้นเลยเหรอ”
“งั้นรอชัยอาบน้ำแปปนึง”
“ไม่ต้องอาบแล้ว ไปเปลี่ยนเลยขี้เกียจรอแล้ว”
“นะๆรอชัยแปปเดียว”
ผมวิ่งพุ่งตรงไปหยิบผ้าเช็ดตัวในห้อง ก่อนจะพุ่งซ้ำไปที่ห้องน้ำอีกทีหนึ่ง ไม่นานนักเสียงน้ำของหยดน้ำและกลิ่นสบู่ก็ลอยออกมา ระหว่างนั้นเสียงโทรทัศน์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เหมือนว่าแถบสีเขียวจะถูกลดลงมากโขอยู่เพราะเสียงจากลำโพงข้างจอนั้นเบามาก
“ชัยข่าวมาใหม่อีกล่ะ เหมือนว่าพวกคนขายหมาพวกนั้นจะออกมาโวยวายกันยกใหญ่เลย”
“พอรายได้หายก็เลยออกมาโวยวายกันนั้นแหละครับแม่”ผมตะโกนตอบระหว่างที่กำลังขัดตัวถูแชมพูอยู่
“แต่ดูเหมือนฝั่งคนรักหมาก็ไม่ยอม บอกจะให้เลิกขายให้ได้ หมาที่ช่วยมาก็โดนกักบริเวณเลี้ยงไว้เยอะแยะเต็มไปหมด แถมไม่รู้ว่าจะเอาไงกันต่อกับหมาพวกนี้อีกดี”
นั้นสิจะเอาไงกันต่อถึงจะมีเงินบริจาคเป็นสิบๆล้านให้มาเลี้ยงสุนัขจรจัดพวกนี้ไว้ยังไงก็คงแก้ปัญหาเรื้อรังพวกนี้ไม่ได้อยู่ดี ปากท้องของประชาชนกับการทารุณสัตว์อันไหนมันมีน้ำหนักมากกว่ากันนะ คิดแล้วก็น่าแปลกใจทำไมพวกกลุ่มคนรักหมาพวกนั้นถึงไม่รับเอาสุนัขไปเลี้ยงแทนเลยล่ะ เอาไปคนล่ะตัวสองตัวก็คงจะดีกว่าเอาพวกมันมากักบริเวณและเลี้ยงจำนวนมากแบบนี้ ไหนว่ารักพวกมันมากนักหนาไงล่ะหรือว่าสุนัขพันธ์ทางพวกนั้นคงจะไม่น่ารักเท่ากับสุนัขต่างแดนขนปุยที่พวกเขาเลี้ยงกันอยู่ล่ะมั้ง
จะว่าไปแล้วไอแรมโบ้กับไอเหี่ยวก็คงจะเป็นสุนัขที่น่าอิจฉาที่สุดในกลุ่มสุนัขด้วยกันแล้วสินะ มีคนรักคนเอาใจใส่รักเหมือนลูก ส่วนป้าแดงนั้นก็ควรได้ตำแหน่งหัวหน้าชมรมคนรักหมาแห่งประเทศไทยแทนคนพวกนั้นเสียจริง
หลังจากแต่งเนื้อแต่งตัวทาแป้งจนกลิ่นตัวหอมชุ่ยพร้อมใส่กางเกงขายาวตัวโปรดเสร็จแล้ว สองแม่ลูกก็พร้อมใจกันออกเดินทางไปยังบ้านป้าแดงในทันทีทันใด
เดินย่ำรองเท้าจนมาถึงที่ก็ยังมีคนไม่มากมายนัก เราคงจะรีบมามากไปหน่อยรู้งี้แอบสระผมต่ออีกสักสิบนาทีดีกว่า เพื่อความได้เปรียบผมกับแม่ตัดสินใจหาที่นั่งเหมาะๆเสียทีหนึ่ง ก่อนจะเดินออกไปหาหม้ออาหารที่เจ้าภาพตั้งโต๊ะไว้ด้านหน้าของงาน ซึ่งพอได้เห็นภาพตรงหน้าก็ทำให้ผมถึงกับตกตะลึงกับงานบุญครั้งนี้
หม้อข้าวต้มตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าประมาณสองสามหม้อใหญ่ ถัดไปเป็นหน้าตาของป้าแดงและลุงเต้ยที่คนหนึ่งกำลังทักทายกับแขกที่มาส่วนอีกคนหนึ่งดูเหมือนจะเศร้าสร้อยเล็กน้อยตามลำดับ
ส่วนที่ถัดไปอีกอยู่ด้านล่างของผ้าที่ปูไว้ เป็นร่างของสุนัขหน้าง่วงลายจุดตัวหนึ่งกำลังนอนนิ่งไม่ไหวติง ซึ่งประเมินแล้วคงไม่ใช่การนอนหลับพักผ่อนหาพลังงานมาเห่าหอนแต่อย่างใด แต่คงเป็นการจากไปของสุนัขแก่ๆตัวหนึ่ง พร้อมกับป้ายแขวนประกาศความอาลัยของการจากไปของมัน ไม่ทันได้กะพริบตาหรือตั้งคำถามอะไรในหัว ป้าแดงคุณแม่ของเด็กชายแรมโบ้ก็เดินเข้ามาทักทาย
“อ้าว! แจ๋วกับหลานชัยมาด้วยเหรอดีใจจริงๆเลย”
“อะ...เออ...อืม...”
ความหมายในคำตอบของแม่ในตอนนั้นคงเต็มไปด้วยอักษรง.งูชนกันเต็มไปหมด ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรจากลูกชายข้างๆอย่างผมเหมือนกัน
“เห็นไหมไอโบ้ แจ๋วกับหลานชัยเขามางานเอ็งแล้วนะดีใจไหม”
ผมยิ้มตอบให้เล็กน้อย ก่อนที่หมาไม่มีขนเหมือนหมูที่ชื่อ“เหี่ยว”จะเดินเข้ามาเห่าด้วยท่าทางที่แสดงถึงคำว่า